Always-Sunset on Third Street (2005) สวยงามในความไม่สมบูรณ์พร้อม

Always-Sunset on Third Street (2005) สวยงามในความไม่สมบูรณ์พร้อม
เมื่อวันก่อนมีเพื่อนผมท่านนึงส่งโมเดลรถสามล้อประเทศญี่ปุ่นมาถามข้าพระพุทธเจ้าว่าพึงพอใจไหม กระผมจำได้ว่ามันเป็น โมเดลของ จักรยานสามล้อโกโรโกโสของผู้ครอบครองบริษัท ซุซุกิออโต้ จำกัด โนะริฟุไม่ ซุซุกิ ในรูปภาพยนตร์เรื่อง Always-Sunset on Third Street (2005) หรือ ถนนหนทางสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม มองเห็นและก็อดขำไม่ได้ โมเดลจักรยานสามล้อโบรุทั่งคันนี้กลายเป็นของน่าเก็บสะสมเสียได้
ในปี 2005 เพื่อนคนประเทศญี่ปุ่นของผมได้ส่งอีเมลมา พูดว่าในช่วงเวลานี้มีหนังประเทศญี่ปุ่นเรื่องนึงดังมากมายตรงนั้น ต้องการให้ผมรับดู เวลานี้ยังไม่มีบริษัทใดเอามาออกฉายที่ประเทศไทย ผมก็หวังว่าจะรอคอยให้ดีวีดีที่ประเทศญี่ปุ่นออกและก็ฝากให้เพื่อนท่านนั้นส่งมา แม้กระนั้นเป็นว่าร้านค้าเฟม (ท่าดวงจันทร์เอามาให้เช่าในแบบ วีซีดี(2 แผ่น)ซะก่อนในปีต่อมา(2006)
ซึ่งในตอนแรกนั้นข้าพระพุทธเจ้าไม่คิดว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน ก็รับดูไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ จะจนกระทั่งจบแผ่นแรก (ในอดีตกาลภาพยนตร์ในต้นแบบแผ่นวีซีดีจะเป็น แผ่นแบ่งฉายแผ่นละครึ่งเรื่องข้าพระพุทธเจ้าถึงกับจำเป็นต้องเปิดคอมเชคอีเมล(ยุคนั้นก็ยังไม่มีสมาร์ท โฟน เหมือนกันก็พบว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน
เรื่องราวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1958 ปีโชวะที่ 33 (พุทธศักราช 2501) ช่วงของประเทศญี่ปุ่นสมัยข้างหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มุสึโกะ โฮะชิโนะ (มะกิ โฮะริกิตะ) เด็กผู้หญิงจากอะโอะโมะริ ได้มาเมืองโตเกียวคราวแรกเพื่อฝึกฝนการทำงาน ซึ่งคุณได้ถูกตอบรับการฝึกหัดงานจาก บริษัท ซุซุกิออโต้ ซึ่งความเป็นจริงเป็นเพียงแค่อู่ซ่อมรถในชุมชนขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนถนนหนทางสายที่ ที่เขตยูฮี เมืองโตเกียว
ชุมชนบนถนนหนทางสายลำดับที่สาม อันประกอบไปด้วยครอบครัวโนะริฟุไม่ ซุซุกิ (ชินิจิ สึสึไม่ประธาน บริษัท ซูซูกิออโต้ จำกัด ภายหลังจากกลับมาจากการรบเขาบากบั่นที่จะริเริ่มตั้งขึ้น Suzuki Auto ให้เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ยนตร์ส่งออก แต่ว่าตอนนี้ยังเป็นไปได้เพียงแค่อู่ซ่อมรถโทะโมะเอะ ซุซุกิ (ฮิโระโกะ ยะกุชิมะรุ) เมีย รวมทั้ง อิปเป ซุซุกิ (ค่ะซุกิ โคะชิมิสุ) ลูกชาย ตรงกันข้ามบ้านของพวกเขา เป็นร้านค้าขายของหวาน ของ ริวโนะซุเกะ จะงะวะ (ฮิเดะตะกะ โยะชิโอะกะนักประพันธ์นวนิยายเยาวชนยากจน คนที่มีหวังที่กำลังจะได้รับรางวัลอาปะทุตากาวะและก็เปลี่ยนเป็นนักเขียนมีชื่อ แต่เดิมร้านค้าขายของหวานนั้นเป็นร้านค้าของยายของเขาซึ่งเขารับช่วงต่อเมื่อคุณยายของเขาเสียชีวิต
ฮิ
โรมิ อิชิซะกิ (โคะยูกิ) สมัยก่อนนางระบำสถานเริงรมย์ ได้มาเปิดร้านสุราเล็กในชุมชน คุณประสบพบเจอกับปัญหาเมื่อเพื่อนซี้ของคุณฝากลูกชาย จุนโนะซุเกะ ฟุรุยุยงกิ (เค็นตะ ซุงะ) ไว้กับคุณ จนกว่าคืนนั้น ริวโนะซุเกะ ไปกินเหล้าร้านค้าคุณ แล้วก็คุยโตว่าเป็นคนเขียนวรรณกรรมเยาวชน ฮิโรมิก็เลยฝากจุนโนะซุเกะให้เขาดูแล
การเข้ามาของสองสมาชิกใหม่ในชุมชนที่นี้ นำพาให้ผู้ชมรู้จัก ครอบครัวซุซุกิ ที่อบอุ่น หากแม้บางครั้งบางคราว ตัว ซุซุกิผู้บิดาจะอารมณ์ใจร้อนไปบ้าง แต่ว่าเมื่อเขารู้สึกตัวว่ากระทำผิดเขาก็พร้อมที่จะย่อเข่าขออภัยเด็กหญิงที่เขารับเข้ามาปฏิบัติงานด้วยเหตุว่าความประมาทเลินเล่อของตัวเอง
ริวโนะซุเกะ นักประพันธ์อดอยาก เขามองโอ้อวด ว่าสำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองโตเกียว แม้กระนั้นชีวิตอันดักดานในร้านค้าขายของหวานของยาย ทำให้เขามองกับสังคมคนที่อยู่รอบข้างไม่ค่อยได้ เขาอยู่สิ่งเดียวถางคนเดียว มองข้างนอกเป็นคนไม่น่าคบค้าสมาคม จนตราบเท่าเด็กผู้ชายจุนโนะซุเกะ เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ทั้งคู่เปรียบเสมือนสิ่งที่หายซึ่งกัน ความไม่สมบูรณ์พร้อมกลับเติมเต็มซึ่งกัน ในวันที่จุนโนะซุเกะถือแมกกาซีนนิยายเด็กมาหาริวโนะซุเกะ คนเขียนรู้สึกว่าเด็กผู้ชายหวังจากเอาค่าแรงงานค่าต้นฉบับจากเขา แต่เป็นว่าเด็กผู้ชายเพียงแต่พอใจที่นิยายของตัวเองได้ลงวารสาร ริวโนะซุเกะมองเห็นตัวเองที่เขาหลงๆลืมๆในเด็กผู้ชาย ถึงแม้เขาจะประพันธ์นิยายเกี่ยวกับเด็กแต่ว่าเขาไม่รู้เรื่องความคิดความอ่านของเด็กเลย
ริวโนะซุเกะ ตบ หน้าเด็กชาย เมื่อวันที่ จุนโนะซุเกะหายตัวไป เขากระทำมันโดยไม่รู้ตัว ความรุนแรงนั้นสะท้อนความรักความห่วงใยที่เขาไม่เคยมีให้กับใครมาก่อน
Always-Sunset on Third Street (2005) เล่าถึงชีวิตหลังสงครามโลก ความสูญเสีย การเริ่มต้นใหม่ ผ่านสัญลักษณ์หอคอย โตเกียว ที่ไม่ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ หรือ ชนชาติ แต่กลับให้ผู้ชมเห็น ความมุมานะ ความพยายาม ความสัมพันธ์ของเด็กๆ ความรักของพ่อแม่ และความเข้าใจ สะท้อนผ่านตัวละครในชุมชนเล็กๆในช่วงยุคสมัย
ช่วงยุคโชวะที่สามสิบ นับว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน ชาวบ้านในชุมชนต่างรายล้อมมารับชมมวยปล้ำในทีวีครั้งแรก การมาถึงของเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็น โคลา โคล่า ทำให้ผู้ชมชาวไทยที่เกิดในยุค 70s – 80s มีความเชื่อมโยงกรอบประสบการณ์ส่วนตัวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก
เนื่องจากภาพยนตร์สร้างมาจากมังงะ ที่มีเนื้อหาเป็นตอนๆไม่ได้เชื่อมโยงกัน การนำส่วนเรื่องราวของมังงะมาสร้าง พล็อตเรื่องรอง (Sub Polt) นับได้ว่าเสริมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเสน่ห์ยิ่ง ทั้งเรื่องราวของชิโระทาคุมะ หรือ หมอยักษ์ Akuma-sensei (โทะโมะกะสุ มิอุระ) นายแพทย์ประจำชุมชนถนนสายที่ 3 ผู้ที่สูญเสียภรรยาและลูกสาวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นับว่าเป็นภาพสะท้อนความโหดร้ายและสูญเสียจากสงครามที่แทรกขึ้นมาให้ผู้ชมได้รู้สึก หรือ ตัวละคร ป้าคิน โอตะ (มาซาโกะ โมะไต) ป้าเจ้าของร้านบุหรี่ ขาซิ่งจักรยาน ผู้ชอบลองอะไรที่มาใหม่ๆเสมอ
Always-Sunset on Third Street หรือ ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม เป็นผลงานกำกับของ ทะกะชิ ยามาซากิ (Takashi Yamazaki) ผู้กำกับนักฆ่าทะลุศตวรรษ Returner (2002) ที่ ทาเคชิ คาเนชิโร่ แสดงนำ จุดเริ่มต้นในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากความต้องการของ ชุจิ อะเบะ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากเล่าเรื่องราว และภาพความทรงจำของเขา ในช่วงยุคโชวะที่ 30 (ประมาณปี ค.ศ.1958) เมื่อเขายังเป็นเด็ก ภาพจำตอนที่กำลังสร้างหอคอยโตเกียว อาเบะต้องการให้ผู้ชมภาพยนตร์หวนรำลึกถึงความตื่นเต้นที่ได้เห็นโตเกียวทาวเวอร์ค่อยๆเติบโตขึ้นบนท้องฟ้า โดยเรียกมันว่า “Abe’s Showa Project”
เมื่อเริ่มสร้างโปรเจคนี้ โปรดิวเซอร์อีกคน จึงแนะนำ ให้อาเบะ อ่านมังงะเรื่อง 三丁目の夕日 夕焼けの詩 (Sunset on Third Street) ของ อาจารย์ เรียวเฮ ไซกัง ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี 1974 และเล่าเรื่องราว ในช่วงยุคโชวะที่ 30 เช่นกัน (มังงะเล่าเรื่องราวในญี่ปุ่น ระหว่างปี 1955 ถึงปี 1964)
ในเริ่มต้นของโปรเจคนี้ถูกต่อต้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากเรื่องราวในยุค โชวะที่ 30 นั้น เป็นเรื่องราวความทรงจำของคนยุคเบบี้ บูมเมอร์ ซึ่ง คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์ ไม่มีรสนิยมเข้าชมภาพยนตร์ในโรงหนัง เขา แต่ด้วยการสนับสนุนของ ไซจิ โอคูดะ (Seiji Okuda) ผู้อำนวยการสร้างของ Nippon Television ทำให้โปรเจคนี้เริ่มเดินต่อ
ทะกะชิ ยามาซากิ (Takashi Yamazaki) ผู้กำกับ เพิ่งประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์ ผู้กำกับนักฆ่าทะลุศตวรรษ Returner (2002) เขามีความชื่นชอบมังงะของ อาจารย์ เรียวเฮ ไซกัง และหวังว่าจะสร้างมันเป้นภาพยนตร์สักวัน แต่ไม่ใช่ Sunset on Third Street เนื่องเพราะเรื่องราวใน โชวะ 30 ดูเหมือนว่าผู้กำกับหนังไซไฟ ที่เน้นสเปเซียลเอฟเฟค จะไม่ค่อยเหมาะ แต่ อาเบะกลับมองว่า Sunset on Third Street จำเป้นอย่างยิ่งยวดที่ต้องใช้ สเปเซียลเอฟเฟคสร้างโตเกียวในยุคโชวะ 30 ซึ่งไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า ทะกะชิ ยามาซากิ อีกแล้ว
สำหรับชื่อภาพยนตตร์ ในตอนแรก ผู้กำกับยามาซากิ ต้องการให้คงชื่อ Sunset on Third Street เหมือนกับมังงะ แต่ อาเบะ ซึ่งมีประสบการณ์ในฐานะนักเขียนคำโฆษณาให้ความสำคัญกับชื่อเรื่องนี้มาก เพราะมันเป็นความเชื่อมโยงระหว่างภาพยนตร์กับผู้ชม อาเบะจึงเพิ่มคำว่า “ALWAYS” หมายถึง “สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตลอดไป” สะท้อนถึงความงดงามในจิตใจของมนุษย์ ความรักในครอบครัว ความเข้าใจ ความหวัง ของตัวละครในภาพยนตร์ เป้นสิ่งที่งดงามราวกันกับ แสงอาทิตย์ยามสายันต์ ซึ่งจะดำรงคงอยู่ตลอดกาล
เมื่อออกฉาย ที่ญี่ปุ่นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2005 หนังออกฉายจำนวน 271 โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ จากความคาดหวังว่าจะทำรายได้เปิดตัวในช่วงสุดสัปดาห์ 300 ล้านเยน แต่ภาพยนตร์กลับทำรายได้เพียงแค่ 214 ล้านเยนเท่านั้น แม้จะเปิดตัวอันดับหนึ่งแต่ก็นับว่าเป็นรายได้ที่น่าผิดหวัง แต่ในสัปดาห์ที่สองภาพยนตร์ทำรายได้ 215 ล้านเยน และยอดทะลุ 660 ล้านเยนในการออกฉายวันที่ 9 ด้วยกระแสปากต่อปาก หนังยังทำรายได้อันดับหนึ่งยาวนานถึง 3 สัปดาห์ จนกระทั่ง Harry Potter and the Goblet of Fire(2005) ออกฉายและแย่งอันดับหนึ่งไปในสัปดาห์ที่สี่ แต่กระนั้นภาพยนตร์ก็ทำรายได้สูงถึง 2.2 พันล้านเยน และได้ขยายโรงฉายข้ามปี จนหมดโปรแกรมการฉายในเดือนมกราคม 2006 โดยหนังทำรายได้สูงถึง 3.2 พันล้านเยน และมีผู้ชมภาพยนตร์ราว 2.86 ล้านคน
ภาพสามล้อบุโรทั่ง ของ ซุซุกิ ผู้พ่อในตอนแรกนั้นมันดูสกปรกและสร้างความตลกขบขันในฉากแรก แต่ในฉากสุดท้าย เมื่อเห็นครอบครัวซุซุกิ กับรถคันนี้อีกครั้ง กลับกลายเป็นรถที่เราอยากนั่ง และจนปัจจุบัน เมื่อเป็นโมเดล ก็อยากเก็บสะสมไว้ ส่วนหนึ่งนั้นเพราะความรู้สึกเมื่อดูหนังจบ เมื่อความสุขมิได้ถูกวางอยู่ในจุดที่ว่า”สำเร็จ” พอหรือไม่ “ร่ำรวย” พอหรือยัง แต่อยู่ที่มี “ความรัก” ให้กันพอหรือไม่ และ “เข้าใจ” กันพอหรือยังมากกว่า
บางทีความสำคัญของ หอคอยโตเกียว ไม่ใช่ช่วงเวลาที่มันสำเร็จเสร็จสิ้นสวยตะหง่านแล้ว แต่อยู่ในตอนที่ระหว่างสร้างว่ามันถูกสร้างมาด้วยความรักและความรู้สึกเช่นไรมากกว่า

เสี่ยวเจียว ซิวซู่เจิน และ เสี่ยวเจียว เส้าเหม่ยฉี

เสี่ยวเจียว ซิวซู่เจิน และ เสี่ยวเจียว เส้าเหม่ยฉี
นับเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ของทาง Win’s Entertainment เพียงแค่หนังฉายภาค ในช่วงปลายปี 1993 กลับทำรายได้เพียง 10,437,757 เหรียญประเทศฮ่องกง ไม่ถูกกับฟอร์มศิลปินเป็นอย่างยิ่ง ภาคต่อที่มีการวางไว้แล้วก็ถ่ายไปแล้วในเล็กน้อยก็เลยหยุดลง เนื่องจากไม่คุ้มค่ากับการลงทุนสร้าง ต้องการถามเพื่อนเพจว่า ถ้าเกิดถึง เพื่อนเจียวแล้ว ท่านนึกถึงภาพของผู้ใดมากยิ่งกว่ากัน

เส้าเหม่ยฉี เข้าสถานที่เรียนการแสดงของโทรทัศน์บีในปี 1984 รวมทั้งเริ่มโด่งดังมีชื่อเสียง จากบท เพื่อนเจียว” ในเรื่อง กระบี่มังกรชู” เวอร์ชันปี 1986 ที่มี เหลียงเฉาเหว่ย หลี่เหม่ยเสียน แล้วก็ เติ้งชู่เหวิน แสดงนำ ส่วนซิวซู่เจินนั้นเคยแสดง เป็น เพื่อนเจียว ใน กระบี่มังกรชู ตอน กษัตริย์พรรคมาร (kung fu colt master) ภาพยนตร์ประเทศฮ่องกง ปี คริสต์ศักราช 1993 ควบคุมภาพยนตร์โดย หวังจิง โดยดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขมาจากนิยายของกิมย้ง เรื่อง มังกรชู ภาค ตอน กระบี่อิงฟ้า กระบี่ฆ่ามังกร แสดงนำโดย หลี่เหลียนเจี๋ย,จางเหมี่ยน,หงจินเป่า

 

ประวัติเล็กๆ BLACKPINK วันเกิด ส่วนสูง

ประวัติเล็กๆ BLACKPINK วันเกิด ส่วนสูง
คนที่ 1 – คิม จีซู 🐰
• เกิด 3 มกราคม 1995
• กรุ๊ปเลือด : A
• สูง : 162 cm
• มีน้องหมา 1 ตัว ชื่อดัลกม
• สัญชาติ : เกาหลีใต้
• ตำแหน่ง : นักร้องนำ
• พี่ใหญ่ของวง
• น้องเล็กของบ้าน
• มีพี่สาว 1 พี่ชาย 1 คน
• IG : sooyaaa__
คนที่ 2 – เจนนี่ คิม 🐱
• เกิด 16 มกราคม 1996
• กรุ๊ปเลือด : B
• สูง : 163 cm
• มีน้องหมา 2 ตัว คุมะกับไค
• สัญชาติ : เกาหลีใต้
• ตำแหน่ง : นักร้องนำ , แร็ปเปอร์
• ลูกคนเดียว
• IG : jennierubyjane
คนที่ 3 – พัค แชยอง หรือ โรเซ่ 🐥
(ชื่ออังกฤษ Roseanne Park)
• เกิด 11 กุมภาพันธ์ 1997
• กรุ๊ปเลือด : B
• สูง : 168 cm
• สัญชาติ : เกาหลีใต้ – ออสเตรเลีย
• ตำแหน่ง : นักร้องเสียงหลัก
• มีพี่สาว 1 คน
• IG : roses_are_rosie
คนที่ 4 – ลิซ่า หรือ ลลิษา มโนบาล 🙉
• เกิด 27 มีนาคม 1997
• กรุ๊ปเลือด : O
• สูง : 167 cm
• มีน้องแมว 1 ตัว ชื่อลีโอ
• สัญชาติ : ไทย
• ตำแหน่ง : แร็ปเปอร์นำ , นักเต้นหลัก
• น้องเล็กของวง
• ลูกคนเดียว
• IG : lalalalisa_m

วันคล้ายวันเกิดของหวังจู่้เสียน ครบรอบวัย 54 ปี

วันนี้(31 เดือนมกราคม 2021) วันเหมือนวันเกิดของหวังจู่้เสียน ครบรอบวัย 54 ปี โดยหวังจู่เสียได้ลงรูปใหม่ (รูปแรกและก็อำนวยพรแฟนคลับทุกคนขออธิษฐานแก่โลกอีกทั้งใบ ขอให้โรควัววิดต้องหมดไปเร็วๆแล้วก็ขอให้โลกกลับกลายบ้านที่อบอุ่นรวมทั้งไม่เป็นอันตรายของทุกคนอีกรอบ อมิตาพุทธขอให้หวังจู่เสียน ตำนานความสวยของแวดวงภาพยนตร์ประเทศฮ่องกง ควรแฮปปี้มากมายเหมือนกัน 王祖贤 祝你生日快乐问她是怎么想什么她希望完成心愿
ปล. ในโพสต์จะมีรูปหนึ่งที่ไม่ใช่ของคุณ แต่ว่าเป็น หลินชิงเสีย ที่กระผมพึ่งจะมองเห็นว่าทั้งคู่มีโครงหน้าคลับคล้ายคลับคลากันไม่น้อยเลย

 

บันทึกนางฟ้า หลี่ยั่วถง ถึง หวังจู่เสียน

บันทึกนางฟ้า หลี่ยั่วถง ถึง หวังจู่เสียน
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2020 หลี่ยั่วถง ลง เรื่องราวย้อนหลังไปเมื่อ 31 ปีก่อนในหนังสือเล่มใหม่ “Good Life” พร้อมกับเรื่องราว ที่เธอได้พบกับหวังจู่เสียนครั้งแรก
ในปี 1989 หลี่ยั่วถงยังทำงานเป็นพนักงานต้อนรับนเครื่องบิน สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค และเธอก็ได้มีโอกาสร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง บ้านี้เพื่อเธอ Killer’s Romance (自由人/1990) ที่มีเยิ่นต๊ะหัว และ หวังจู่เสียนนำแสดง โดยหลี่ยั่วถงรับบทสมทบเป็นเพื่อนของหวังจู่เสียนในเรื่อง
หลี่ยั่วถงรู้สึกประหม่ามากเมื่อได้พบกับหวังจู่เสียน เพราะตอนนั้น หวังจู่เสียนเธอโด่งดังมาก จาก บท เนี่ยเสี่ยวเชี่ยน ใน โปเย โปโลเย และ หวังจู่เสียนก็เป็นดาราคนแรกที่เธอได้พบอีกด้วย
“หวังจู่เสียนสวยมาก เธอนับว่าเป็นดาราใหญ่แล้วนะในตอนนั้น แต่เธอไม่มีมาดดาราเลย เมื่อมาถึงกอง เธอเป็นมิตรกันกับทุกคนในกองถ่าย และยังชวนฉันคุยในช่วงเวลาพักอีกด้วย”
สองภาพนี้นับว่าเป็นบันทึกความทรงจำของผู้หญิงที่ถูกยกย่องว่าสวยที่สุด ในบทบาทคลาสสิค อย่าง เนี่ยเสี่ยวเชี่ยน และ เซียวเหล่งนึ่ง ในจอเงิน และ จอแก้ว
แม้วันเวลาจะล่วงผ่านไป 31 ปีแล้ว แต่ทั้งคู่ยังคงความงามไว้อย่างน่าประหลาด นับว่าเป็นหญิงงามอมตะในความทรงจำของผู้ชมอย่างแท้จริง

ไร้โคลนตม ย่อมไร้บัว จางเหว่ยเจี้ยน

ไร้โคลนตม ย่อมไร้บัว จางเหว่ยเจี้ยน
พรุ่งนี้เป็นวันที่ 30 มกราคม 2564 นับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันของข้าพเจ้า เนื่องเพราะทำเพจ “เก้ากระบี่เดียวดาย” ครบรอบ 3 ปีพอดีขอรับ แม้ว่าจะตั้งเพจในปี 2017 แต่เพจนี้เขียนจริงจังในบทความแรกคือ 30 มกราคม 2018 พรุ่งนี้จึงขอลงบทความเพื่อร่วมสนทนากันนะขอรับ
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ทราบดีว่าสหายเพจหลายท่านคงจะมีความลำบาก เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด -19 ระลอกใหม่ในประเทศ ข้าพเจ้าเองก็เช่นกันขอรับ ปีใหม่นี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านหน้าที่การงานส่วนตัวของข้าพเจ้าในประการหนึ่ง จนแทบจะไม่มีเวลาเขียนบทความเสียเท่าไหร่ แม้จะยังมีเรื่องราวมากมายอยากจะเขียนถึง แต่ก็ยังคงไม่มีเวลามาพอที่จะขัดเกลาบางเรื่องราวเพื่อลงบทความสมบูรณ์ให้สหายเพจท่านได้อ่านกัน
เมื่อวันก่อนมีสหายเพจท่านนึงสอบถามข้าพเจ้าเรื่องทัศนคติในการใช้ชีวิต ข้าพเจ้าก็อดแปลกใจมิได้ในบ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าต้องคอยตอบคำถามสหายเพจทั้งเรื่องการเลี้ยงดูบุตร ปัญหาครอบครัว ปัญหาบุพการี จนบางครั้งก็อดสงสัยใจมิได้ไฉนเราถึงมาในจุดๆนี้ และเพจเก้ากระบี่เดียวดาย ได้สื่อสารอันใดกับเหล่าสหายเพจหนอ ท่านถึงมาชวนข้าพเจ้าสนทนาและปรึกษาเรื่องเช่นนี้ได้
แน่นอนขอรับ ในหลายบทความของเพจข้าพเจ้านั้นเขียนถึงเรื่องราวชีวิตของเหล่าดาราฮ่องกง ที่ต่างพัฒนาตนเองขึ้นมาจากศูนย์ หรือ ติดลบ ความผิดพลาดในอดีต และนี่คงจะเป็นอีกบทความหนึ่งที่เขียนถึงเพื่อให้กำลังใจสหายเพจกันในช่วงเวลานี้
ในบรรดาดาราหลายต่อหลายคนล้วนมีชีวิตที่ยากลำบาก บ้างเกิดในครอบครัวที่ไม่ดี แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น จางเหว่ยเจี้ยน นับว่าเป็นดาราอีกผู้หนึ่งที่มีชีวิตที่น่าเห็นใจยิ่ง ทั้งเรื่องความรุนแรงในครอบครัวตั้งแต่เขายังเด็ก ชีวิตหน้าที่การงานที่ขึ้นๆลงๆ ภรรยาแท้งลูก ชีวิตของจางเหว่ยเจี้ยนเหมือนละครโทรทัศน์ที่เราท่านเคยรับชม กว่าจะถึงเวลาแห่งความสำเร็จ และสุดท้ายเขาก็เข้าใจได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของเขาคืออะไร
จากบทความ “หลิวเต๋อหัว เลสลี่ จาง และความสามานย์ในวงการบันเทิง” ที่สื่อมวลชนทำให้เลสลี่ จาง และ หลิวเต๋อหัวต้องผิดใจกัน จางเหว่ยเจี้ยนก็เป็นหนึ่งในคนที่ลำบากใจมากที่สุด เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น เนื่องจากคนนึงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา ส่วนอีกคนก็เป็นผู้มีพระคุณ
ครอบครัวที่แตกสลาย
“เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าถ้าผมพบพ่ออีกครั้ง ผมคงจะชกหน้าเขา แต่พอพบกันจริงๆ กลับมีเสียงให้ผมต้องหักห้ามใจไว้ในหัวของผม คือเสียงของ”แม่” “
ภาพของแม่ที่กอดเอวดึงเข็มขัดของพ่อแล้วร้องไห้ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำของจางเหว่ยเจี้ยนอย่างไม่คลาย เมื่อพ่อเขามีภรรยาใหม่และทอดทิ้งให้แม่ของเขาต้องอยู่กับลูกๆ 4 คน ลูกๆและแม่ต่างกอดคอร้องไห้อยู่บนเตียงใหญ่ วันเวลาอันโหดร้ายในวัยเยาว์ผลักดันให้จางเหว่ยเจี้ยนต้องเข้มแข็งขึ้น
จางเหว่ยเจี้ยนได้พบพ่อของเขาโดยบังเอิญอีกครั้งในร้านขายชุดแต่งงานที่ไต้หวันในปี 1994 ทำให้เขาหวนคิดกลับไปถึงวันที่พ่อของเขาจากไปตอนที่เขาอายุได้เพียง 13 ปีเท่านั้น การสนทนากับพ่อของเขาช่างดูเหมือนคนที่รู้จักกันเพียงผิวเผิน จนจางเหว่ยเจี้ยนเองยังอดรู้สึกใจหายมิได้
ในวันที่พ่อจากไป พ่อทิ้งไว้เพียงบ้านหลังเดียวเอาไว้กับเงินเพียงเล็กน้อย แม่ของเขาจึงตัดสินใจขายบ้านและไปเช่าบ้านอยู่ จางเหว่ยเจี้ยนในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวต้องดูแลน้องๆ และจัดการเรื่องอาหารการกิน แม่ที่เป็นแม่บ้านมานานต้องออกไปหางานทำ จางเหว่ยเจี้ยนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเพื่อหาเงินส่งน้องเรียน โดยเขาเริ่มจากงานส่งหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ไปเรียน กลับมาดูแลน้องและร้องเพลงในห้องอาหารตอนกลางคืน
เกอเกอผู้แสนดี
จางเหว่ยเจี้ยนรู้ว่าเขามีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ชื่อ จางกั๊วหยง หรือ เลสลี่ จาง ที่ปัจจุบันเขาเป็นนักร้องนักแสดงชื่อดัง ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เขาพยายามโทรหาเลสลี่ จาง เพื่อขอโอกาสในการทำงาน แต่ครั้งแรกที่โทรไป ทางคนรับใช้บอกเขาว่า เลสลี่ จาง ไม่อยู่บ้าน
จนกระทั่งวันหนึ่งห้องอาหารที่เขาร้องเพลงอยู่กำลังจะปิดตัวลง จางเหว่ยเจี้ยนกำลังจะไม่มีงานกลางคืนทำ เขายังคิดถึงน้องๆอีกสามคนและแม่ เขาจึงพยายามโทรหา เลสลี่ จางอีกครั้ง ซึ่งเป็นวาสนาในชีวิต ญาติผู้พี่ผู้นี้อยู่บ้านพอดี จางเหว่ยเจี้ยนไม่คาดคิดว่า ญาติผู้พี่ที่แทบจะไม่เคยพบหน้าคนนี้ จะพูดคุยกับเขานานถึง 40 นาที เมื่อรู้เรื่องชีวิตของจางเหว่ยเจี้ยน เลสลี่ จาง รับปากเขาทันทีว่า เขาจะหาร้านอาหารใหม่ให้จางเหว่ยเจี้ยนได้ทำงานร้องเพลงต่อไป
ในปี 1984 จางเหว่ยเจี้ยนได้เรียนจบมัธยมปลาย เขาก็เข้าประกวดรายการร้องเพลง นักร้องหน้าใหม่ของทีวีบี (TVB Rookie)ซึ่งเลสลี่ จาง ก็โทรมาให้กำลังใจเขา และยังเลือกเพลงประกวดให้กับเขาอีกด้วย ในการประกวดรอบชิงชนะเลิศ จางเหว่ยเจี้ยนเลือกเพลง “Love Intersection” ของเลสลี่ จาง และเขาก็คว้ารางวัลชยนะเลิศมาครองได้สำเร็จ เลสลี่ จาง บอกกับจางเหว่ยเจี้ยนว่า ให้เขาบอกกับสื่อมวลชนว่าเป็นน้องชายของเลสลี่ จาง ได้เลย สื่อจะได้สนใจตัวเขายิ่งขึ้น
แต่แม้ว่าเขาจะก้าวสู่เส้นทางในวงการบันเทิงแล้วก็ตาม ทีวีบีเซ็นสัญญากับเขาเป็นดาราในสังกัด แต่เขาได้เงินเดือนในฐานะนักแสดงฝึกหัดของทีวีบีเพียงเดือนละ 3000 เหรียญ หากเทียบกันกับแค่ค่าเช่าบ้านของครอบครัวก็ 3500 เหรียญแล้ว และด้วยสัญญาของทีวีบีเขาเองจะไปร้องเพลงตามห้องอาหารก็ไม่ได้อีก ในตอนนั้นแม่ของเขาโทรขอความช่วยเหลือจากพ่อของเขา แต่พ่อของเขาปฏิเสธ และบอกว่าจางเหว่ยเจี้ยนเป็นคนดังแล้วทำไมเธอไม่ขอเงินจากลูกเธอ
เกือบแปดปีกับบทสมทบในทีวีบี จางเหว่ยเจี้ยนบอกกับผู้บริหารทีวีบีว่า เขามีทุกอย่างพร้อมแล้วขาดเพียงโอกาส ในที่สุดเขาก็ได้แจ้งเกิดจากละครโทรทัศน์เรื่อง แค้นดาบสุริยันจันทรา (Mystery of the Twin Swords ,1991)คู่กันกับกัวจิ้งอัน และ กลายเป็น พระเอกรุ่นใหม่ที่ทีวีบีต้องการผลักดัน ร่วมกันกับ กัวฟู่เฉิง หลี่หมิง และ เจิ้งอี้เจี้ยน
ผลงานเพลงชุดแรกของเขา Love and False ก็ประสบความสำเร็จ ทั้งยอดขาย และได้รับ รางวัล นักร้องหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ทางทีวีบีก็กำลังผลักดันให้เขาแสดงภาพยนตร์เพื่อเป็นดาราตลกทดแทนโจวซิงฉือ
จางเหว่ยเจี้ยนดีใจมาก เขาไปบอกแม่ของเขาว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้กับแม่ของเขา แม่ของเขาบอกว่าเราเพิ่งเปลี่ยนบ้านเช่าใหม่เองนะลูก บ้านนี้ก็ดีอยู่แล้ว จางเหว่ยเจี้ยนกลับไม่ยอม เขาบอกกับแม่ว่า ชีวิตของเขากำลังรุ่ง ชีวิตของแม่และครอบครัวต้องดีขึ้นกว่าเดิม
ในเวลานั้น ในบรรดา สี่พระเอกของทีวีบี หลี่หมิง และ กัวฟู่เฉิง กลายเป็น สองในจตุรเทพแล้ว ส่วนเจิ้งอี้เจี้ยนถูกวางตัวว่าจะเป็นดาราชายที่มาทดแทนโจวเหวินฟะ ส่วนจางเหว่ยเจี้ยนจะกลายเป็นดาราที่ทดแทนโจวซิงฉือ อนาคตที่สดใสในการแสดงรอเขาอยู่เบื้องหน้า
ภาพฝันกับความเป็นจริง
จางเหว่ยเจี้ยนได้รับโอกาสในการแสดงภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องที่กำกับโดยหวัง จิง ในระยะเวลาเพียง 2 ปี (ปี 1993 – 1994 ) เขาแสดงภาพยนตร์ไปถึง 14 เรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้ชื่อของเขาเทียบเคียงในเสี้ยวความสำเร็จของโจวซิงฉือได้เลย
ในปี 1995 เขาไม่เหลือใครที่จ้างเขาแสดงภาพยนตร์เลย เขาต้องขายบ้านที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆอีกครั้ง ครอบครัวของเขาต้องย้ายกลับไปเช่าบ้านเหมือนเดิม จางเหว่ยเจี้ยนต้องกล้ำกลืนฝีนน้ำตา เงินที่มีก็ร่อยหรอ ในเวลานั้นทางบริษัทแผ่นเสียงก็ได้เดินทางมาฮ่องกงเพื่อคุยกันกับเพื่อชวนเขาไปออกอัลบั้มเพลงที่นั่น จางเหว่ยเจี้ยนเดิมพันความสำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย เขาเอาเงินทั้งหมดที่มีซื้อไวน์ดีๆ และ ซิก้า จัดวางไว้ในห้องทำงาน ของเขา เมื่อตัวแทนจากทางไต้หวันมาถึง และพบเห็นร่องรอยการมาเยือนของแขกอันมีรสนิยมก่อนหน้า จางเหว่ยเจี้ยนก็พูดอย่างไม่แยแสว่า “อ้อ เมื่อกี้ตัวแทนของทาง Polygram เพิ่งมาขอเซ็นสัญญากันกับผม”
นั่นทำให้เขาได้ออกอัลบั้มเพลงจีนกลาง กับทาง บริษัท Modernist ของ ไต้หวัน อัลบั้ม Dream Lover ได้รับความนิยมในจีนแผ่นดินใหญ่ จางเหว่ยเจี้ยนเป็นศิลปินอันดับแปด ในการจัดอันดับ Top Ten Idol ขณะที่ความสำเร็จในไต้หวันกำลังไปได้ด้วยดี ทางทีวีบีก็ติดต่อให้เขากลับไปรับ บท เห้งเจีย ใน ไซอิ๋ว ศึกเทพอสูรสะท้านฟ้า (Journey to the West ,1996)
ไซอิ๋ว ศึกเทพอสูรสะท้านฟ้า (Journey to the West ,1996) เป็นละครโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จมากของทีวีบี ในจีนแผ่นดินใหญ่ สร้างเม็ดเงินจากการเก็บค่าโฆษณาสูงถึง 200 ล้านหยวน ในปีถัดมาทางทีวีบีไม่รอช้า รีบเรียก จางเหว่ยเจี้ยนกลับมารับบทเดิมทันที เนื่องจากละครภาคแรก จางเหว่ยเจี้ยนได้รับค่าตัวเพียงเก้าหมื่นเหรียญฮ่องกงต่อตอน และละครใช้เวลาถ่ายทำยาวนานถึงครึ่งปี จางเหว่ยเจี้ยนจึงขอขึ้นค่าตัว
เสียงหัวเราะในที่ประชุมดังขึ้นจากทางหนึ่งในผู้บริหารของทีวีบี “เท่าไหร่เหรอจางเหว่ยเจี้ยน คุณคิดตัวเองมีค่าแค่ไหนในฮ่องกง ในจีนแผ่นดินใหญ่คุณก็มีค่าแค่ศูนย์ จำไว้หากคุณไม่มีขนบนใบหน้าคุณมันก็แค่คนไร้ค่า”
ผลจากการถูกปฏิเสธจากทีวีบี ดวงที่กำลังรุ่งอยู่ของจางเหว่ยเจี้ยนก็ต้องดับวูบอีกครั้ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เขาลงทุนไปก็ประสบปัญหา เงินในบัญชีเหลือเพียงสองพันเหรียญ เขามองบ้านใหม่ที่เพิ่งซื้อมาให้แม่ เขาไม่ยินยอมสูญเสียมันไปอีกครั้ง เขากำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย ขณะนั้นเขาเองเพิ่งเซ็นสัญญากับบริษัทของหลิวเต๋อหัว แม้ยังไม่ได้ทำงานเลยสักงาน เขาโทรไปบอกปัญหาของเขา หลิวเต๋อหัวเซ็นเชคให้เขาไปใช้หนี้เงินกู้ที่เขากู้มาลงทุนทันที และหางานแสดงให้เขาอีกด้วย
คำดูแคลนของผู้บริหารทีวีบียังวนเวียนอยู่ในหัวของเขา เขาต้องการพิสูจน์คำพูดดูแคลนเหล่านั้น เขาเดินไปทางปักกิ่ง และรับงานแสดงที่นั่น และได้ลบคำสบประมาทด้วยผลงานแสดง ละครโทรทัศน์ เรื่อง ฟงไสหยก ( Young Hero Fong Sai Yuk/1999) ของเอทีวี คู่แข่งตลอดกาลของทีวีบี ด้วยการทำเรตติ้ง 24 เปอร์เซ็นต์ และแสดงละครโทรทัศน์ เรื่อง อุ้ยเสี่ยวป้อที่ไต้หวัน The Duke of Mount Deer (2000) ที่ทำเรตติ้งสูงถึง 46 เปอร์เซ็นต์
จางเหว่ยเจี้ยน ในภาพลักษณ์ไร้เส้นผมบนศีรษะ ตอกย้ำคำดูแคลนที่ว่า “หากคุณไม่มีขนบนหน้าคุณมันก็แค่คนไร้ค่า”
ไม่มีสิ่งใดที่จะตอกหน้าคนที่เคยดูแคลนคุณมากไปกว่าความสำเร็จ จางเหว่ยเจี้ยนยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ผลงานละครโทรทัศน์ของเขาทำลายสถิติเรตติ้งทั้งในจีน ไต้หวัน และ ฮ่องกง
จนกระทั่งในปี 2008 ภรรยาของเขา (จางเชี่ยน) เกิดแท้งลูกในช่วงเวลาที่อายุครรภ์ได้ 8 เดือน รวมถึงในปี 2013 แม่ของเขาที่อาศัยอยู่ในฮ่องกงเกิดจมน้ำและหยุดหายใจไปชั่วขณะสร้างความตกใจให้กับตัวจางเหว่ยเจี้ยเจี้ยนเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้จางเหว่ยเจี้ยนหันมาให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว และรับงานแสดงน้อยลง
ปัจจุบันจางเหว่ยเจี้ยนมีทรัพย์สินมากกว่าหนึ่งร้อยล้านเหรียญฮ่องกง เขาย้ายมาอาศัยอยู่กับแม่ของเขาที่ฮ่องกง และบ่อยครั้งที่เขาจะอัพภาพเรื่องราวของเขากับแม่ในกิจกรรมต่างๆประจำวัน
หลายคนบนโลกทุกข์ทรมานจากความไม่สมบูรณ์พร้อมของตนเองและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่มีชีวิตที่ดีขึ้น จางเหว่ยเจี้ยนเองก็เช่นกัน และท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตอาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมได้ วันนี้เขายังไม่มีทายาทแต่เขายังมีแม่ และเวลาที่จะใช้มันให้ดีที่สุดไปกับคนที่เขารักและรักเขาไม่ว่าจะในวันที่เขาสำเร็จหรือล้มเหลว บางทีสิ่งที่งดงามที่สุด มันคือสิ่งที่ห่างไกลจากความสมบูรณ์พร้อมที่สุดอยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นเป็นแบบไหนเท่านั้นเอง